ข้อดีและข้อเสียของการนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนใจตลาดหลักทรัพย์

ก่อนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร ควรรู้ว่า ข้อดีและข้อเสียของการนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น มีเรื่องอะไรบ้าง ประเมินดูว่าที่ตัวเองจะได้รับและเสียอะไรไปนั้น ยอมรับได้หรือไม่

ข้อดีของการนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีอะไรบ้าง?

1.เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่ปราศจากภาระดอกเบี้ย

การนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อขายหุ้นให้กับคนทั่วไปที่สนใจร่วมลงทุนในบริษัท เพื่อนำเงินทุนดังกล่าวไปขยาย ต่อยอด หรือดำเนินกิจการให้เจริญก้าวหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งแหล่งเงินทุนลักษณะนี้ถือเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่ไม่มีดอกเบี้ยจึงสามารถช่วยลดการจัดหาแหล่งเงินทุนในลักษณะของหนี้ที่มีค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยได้ทางหนึ่งนั่นเอง

2.สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจ เสริมสร้างชื่อเสียง ภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัท

บริษัทเมื่อสามารถเข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แล้ว มักได้รับความน่าเชื่อถือจากสถาบันการเงิน คู่ค้า ลูกค้า พนักงาน และประชาชนโดยทั่วไป เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมายผ่านกลไกการเปิดเผยข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ การดำเนินงานต้องมีมาตรฐาน มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ทำให้บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า ถือเป็นการสร้างภาพลักษณะที่ดีให้กับองค์กรได้ เป็นที่รู้จัก และ สามารถสร้างอำนาจในการต่อรอง

3.เป็นทางออกของธุรกิจครอบครัว

การนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นสามารถช่วยตัดปัญหาความขัดแย้งของการบริหารงานภายในครอบครัวได้ เนื่องจากในกระบวนการการเข้าตลาดหลักทรัพย์ บริษัทต้องเข้ากระบวนการพิจารณา ต้องมีการปรับปรุงการทำงานให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ทุกๆ ขั้นตอนต้องสามารถตรวจสอบได้ 

3.เพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจได้อย่างยั่งยืน โอกาสในการเชื่อมโยงธุรกิจ ธุรกิจสามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว

นอกจากที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์จะได้รับความเชื่อมั่นและถือเป็นบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือในหมู่สถานบันการเงิน คู่ค้า และลูกค้าแล้ว บริษัทยังจะได้รับความไว้วางใจและดึงดูดทีมบริหารและพนักงานเก่งๆ ที่มีคุณภาพให้อยากจะร่วมงานด้วย ซึ่งถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

บริษัทจดทะเบียนจะมีแรงกระตุ้นให้คิดและวางแผนอยู่ตลอดเวลา ว่า สร้างผลกำไรอย่างไร จะพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร? เกิดแนวร่วม พันธมิตร การร่วมลงทุน Synergy, M &A, JV  

4.Capital Gainได้รับการยกเว้นภาษี และเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ถือหุ้น

ผู้ถือหุ้นสามารถแลกเปลี่ยนซื้อขาย เปลี่ยนมือ หลักทรัพย์ได้ง่าย

สามารถคาดหวังส่วนต่างของเงินลงทุนที่เจ้าของหุ้นจะได้รับเมื่อราคาหุ้นสูงขึ้น

เมื่อบุคคลธรรมดามี Capital Gain ก็จะได้รับยกเว้นภาษีจากกำไรจากการขายหุ้น

5.ช่วยทำให้ผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ ทราบมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ

ปกติเข้าของกิจการจะทราบมูลค่ากิจการเพียงมูลค่า Book Value แต่การเป็นบริษัทจดทะเบียน จะทำให้ทราบว่า มูลค่าของกิจการในตลาดนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่ และสามารถนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ รวมถึงใช้เป็นหลักประกันการกู้ยืมได้

6.ลดภาระค้ำประกันของผู้ถือหุ้นและกรรมการ

การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ไม่ต้องกมีการค้ำประกันจากผู้ถือหุ้นและกรรมการเพราะมีความน่าเชื่อถือและมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี

7.สร้างความรับผิดชอบและการบริหารงานแบบมืออาชีพ

บริษัทจดทะเบียน อยู่ในกรอบของการดำเนินงาน การเปิดเผยข้อมูลรายงาน ที่เป็นระบบที่มีมาตรฐาน เป็นที่จับตามองของนักลงทุน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้บริษัทต้องสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ สร้างเครื่องมือในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อ Stakeholders ทั้งหมด

เมื่อมีแรงกระตุ้นเช่นนี้ ก็จะเป็นตัวยกระดับ ความรับผิดชอบ และ ความเป็นมืออาชีพ ให้เห็นเด่นชัดมากขึ้น

8.สร้างความภักดี ความภาคภูมิใจ และ ผลตอบแทนที่ดีให้แก่พนักงาน

พนักงานเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด การเป็นบริษัทจดทะเบียน ช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กร ค่านิยมร่วม Shared Value  มีส่วนให้ทำให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัทด้วย ESOP (Employee Stock Option Program)  ช่วยสร้างความภักดีและความภูมิใจให้แก่พนักงาน ในการทุ่มเทความสามารถอย่างเต็มที่ในการสร้างความก้าวหน้าให้แก่บริษัท

9.เพิ่มช่องทางในการระดมทุนได้หลายช่องทาง เพื่อช่วยให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น บริษัทจดทะเบียนสามารถออกตราสารทางการเงินประเภทต่างๆ ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน ตราสารอนุพันธ์ เช่น หุ้นสามัญเพิ่มทุน หุ้นกู้ หุ้นบุริมสิทธิ์ หุ้นกู้แปลงสภาพ ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ในการซื้อหลักทรัพย์

ข้อเสียของการนำธุระกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพมีอะไรบ้าง

1.ความเป็นเจ้าของถูกลดลง

แน่นอนว่าเมื่อเอาหุ้นเข้าตลาดแล้ว ความเป็นส่วนตัวของคุณอาจหายไปรวมไปถึงความเป็นเจ้าของที่จะต้องลดลงตามสัดส่วนการถือหุ้นที่จะเป็นของบุคคลภายนอก 

2.ทำงานแข่งกับเวลา 

เมื่อบริษัทของคุณอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทต้องปรับเปลี่ยนมาตรฐานในการทำงานให้เป็นไปตามนโยบาย และภายในระยะเวลาที่กำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

3.ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

อาจทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมากขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการบริหารเงินที่ต้องมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นและเป็นไปตามมาตรฐานมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชี เป็นต้น

4.มีความกดดันจากความคาดหวังของนักลงทุน

เมื่อนักลงทุนเลือกที่จะลงทุนในหุ้นของบริษัทแล้ว ย่อมมีความคาดหวังให้บริษัทสามารถสร้างผลกำไร และเติบโตในระยะยาวและหากไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวัง ก็อาจทำให้บริษัทมีมูลค่าลดลงเนื่องจากขาดอุปสงค์ในการลงทุนจากนักลงทุน อาจกลายเป็นเสียชื่อมากกว่าได้ชื่อเสียงในวงกว้าง

5.อาจมีความเสี่ยงต่อการถูก Takeover 

หากวางแผนจำนวนผู้ถือหุ้นหลักได้ไม่ดีพอ อาจทำให้สูญเสียอำนาจในการควบคุมบริษัทไปได้โดยไม่รู้ตัว หรือถูก take over แบบไม่ยินยอมจากผู้ถือหุ้นหลักรายอื่น เป็นต้น 

6.อยู่ในกฎ ระเบียบ ข้อกำหนด วิธีปฏิบัติของ สำนักงาน กลต. กลท.

ถูกสำรวจตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยและรายงานอย่างสม่ำเสมอ

7.ขาดความเป็นอิสระในการทำงานและการตัดสินใจ

ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองคนเดียว ไม่สามารถทำไรได้ตามอำเภอใจ ไม่เหมือนที่เคยเป็น มีทีมผู้บริหาร มีคณะกรรมการ คอยควบคุมดูแล และอยู่ในการ monitor ของนักลงทุน และ Regulator อยู่ตลอดเวลา

ความเป็นส่วนตัวน้อยลง ความเป็นอยู่ การกิน การเที่ยว การไปไหนต่อไหน จะถูกจับตามองเป็นเหมือนดั่งดาราดัง

ในการเอาธุรกิจเข้าตลาด หรือการเอาหุ้นเข้าตลาดที่หลายๆ คนเคยได้ยินกัน ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่เจ้าของกิจการและผู้บริหารจะต้องลองพิจารณาและชั่งน้ำหนักดูว่า เป็นช่วงเวลา หรือสิ่งที่เหมาะสมกับบริษัทแล้วหรือไม่

แน่นอนว่ามีสิ่งที่บริษัทจะได้รับจากการเข้าตลาดหลักทรัพย์มากมายมหาศาล ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเสียไปด้วยเช่นกัน 

Powered by Oasis Advisory, IPO Advisory and Service